แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตวิทยาทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

เล่นเกมส์ เตตริส สกัดทุกข์

เดลิเมล์ – นักวิจัยเมืองผู้ดีพบการเล่นเกม ‘เตตริส’ ของนินเทนโดในคอมพิวเตอร์ ช่วยลบความทรงจำเลวร้ายและความเครียดหลังโศกนาฎกรรมเจ็บปวด
นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดศึกษาจากอาสาสมัครที่ดูหนังที่มีฉากการบาดเจ็บและล้มตาย และให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งเล่นเกมสิบนาทีหลังหนังจบครึ่งชั่วโมง ซึ่งพบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ได้ดูหนังนึกถึงภาพเหตุการณ์เลวร้ายในหนังน้อยกว่าอีกกลุ่ม เชื่อว่าเป็นเพราะเกมอาจช่วยสกัดไม่ให้ความทรงจำนั้นถูกบันทึกในสมอง
นักวิจัยเผยว่าที่เลือกเกมเตตริสเพราะต้องการให้ผู้เล่นใช้พื้นที่สมองส่วนใหญ่ เนื่องจากเกมนี้กำหนดให้ผู้เล่นต้องย้ายและจัดอิฐสีลงช่องให้ถูกต้อง และเชื่อว่าการค้นพบนี้อาจนำไปสู่วิธีใหม่ในการบำบัดเหยื่อความรุนแรง
อย่างไรก็ดี นักวิจัยยอมรับว่ายังไม่รู้ว่าเกมคอมพิวเตอร์อื่นๆ จะให้ผลในแบบเดียวกันนี้หรือไม่

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2552 11:10 น.

กาแฟ กับ อาการประสาทหลอน

คอกาแฟมาลองอ่านกันหน่อยนะคะ วันนี้มีข่าวการวิจัยเกี่ยวกับกาแฟและอาการประสาทหลอนมาฝากค่ะ นำมาจาก 2 หนังสือพิมพ์เลย แต่ว่ามีเนื้อหาเดียวกัน ลองอ่านและวิเคราะห์กันดูนะคะ
> ที่มาจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มกราคม 2552 20:11 น.

ดื่มกาแฟหนักระวังประสาทหลอน

เดลิเมล์ - เตือนการดื่มกาแฟสำเร็จรูปวันละกว่า 7 แก้ว เพิ่มความเสี่ยงในการได้ยินหรือเห็นภาพหลอนสามเท่าเมื่อเทียบกับการดื่มกาแฟแค่แก้วเดียว
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดอร์แรมของอังกฤษ ขอให้นักศึกษา 219 คนบันทึกจำนวนกาแฟที่กินในแต่ละวัน โดยอิงกับข้อเท็จจริงว่ากาแฟสำเร็จรูปแต่ละแก้วมีคาเฟอีนอยู่ 45 มิลลิกรัม รวมทั้งสอบถามนักศึกษาว่ามีประสบการณ์ประสาทหลอนบ่อยแค่ไหน ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาตามที่ระบุไว้ด้านบน โดยนักวิจัยเชื่อว่าต้นเหตุมาจากการที่คาเฟอีนไปกระตุ้นระดับคอร์ติซอล หรือฮอร์โมนความเครียด
ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตกาแฟของอังกฤษระบุว่า การดื่มกาแฟวันละ 4-5 แก้วปลอดภัยสำหรับคนทั่วไป และอาจดีต่อสุขภาพในบางด้าน ขณะที่สำนักงานมาตรฐานอาหารแนะนำให้สตรีมีครรภ์จำกัดการบริโภคคาเฟอีนไม่ให้เกินวันละ 200 มิลลิกรัม

> ที่มา จาก ไทยรัฐออนไลน์ [16 ม.ค. 52 - 00:23]

ซดกาแฟจัดประสาทหลอน ฤทธิ์คาเฟอีนซ้ำเติมร่างกายให้เครียดจัด

นักวิจัยเมืองน้ำชากล่าวเตือนว่า ผู้ที่กินกาแฟ ชา ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มเสริมพลัง ที่มีคาเฟอีนมากๆ อาจจะมีอาการประสาทหลอนได้ เห็นผีเห็นสาง หรือแว่วเสียงแปลกๆ

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเดอแฮม กล่าวว่า คอกาแฟที่ดื่มกาแฟต้มหรือชง เกินกว่าวันละ 3 ถ้วย หรือเทียบเท่ากับกาแฟสำเร็จ 7 ถ้วย อาจจะมีโอกาสเกิดประสาทหลอน มากกว่าคนที่ดื่มเพียงวันละถ้วยกว่ากันถึง 3 เท่า

หากแต่บรรดานักวิชาการ ต่างพากันคัดค้านว่า การศึกษายังไม่ได้เป็นการพิสูจน์ถึงความเกี่ยวพันที่ไม่เป็นทางการ และได้ย้ำว่า การมีอาการประสาทหลอน ไม่ใช่เครื่องแสดงอาการทางจิตที่แน่ชัด และกล่าวว่าคนทั่วไปที่ต่างก็เคยได้ยินเสียงแปลกๆ ก็มีอยู่มากประมาณร้อยละ 3

ทางหัวหน้าคณะวิจัยนายไซมอน โจนส์ นักศึกษาปริญญาเอก วิชาจิตวิทยา โต้ว่า ครั้งนี้เป็นการศึกษาถึงประสบการณ์ของการมีประสาทหลอน จากสาเหตุต่างๆอย่างกว้างๆหนแรก อาจกล่าวสรุปได้ว่า กาแฟได้ไปช่วยซ้ำเติมให้ความเครียดของจิตใจและอารมณ์ให้กลับหนักยิ่ง

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

ความเศร้า ก็มีประโยชน์ นะ

 

มองโลกแง่ใหม่ เศร้าเสียใจไม่ผิด สร้างภูมิคุ้มกันรับมือปัญหาชีวิต

การเผชิญหน้ากับความเศร้าจะทำให้คนเราเข้มแข็งขึ้น และมีภูมิคุ้มกันความท้าทายของชีวิตมากขึ้น
เดลิเมล์ – นักวิจัยชี้อาการซึมเศร้าแท้จริงแล้วดีต่อคนเรา เพราะทำให้คนล้มลุกขึ้นมาอย่างมั่นคงขึ้น ดังนั้น การใช้ยารักษาอาการนี้ราวกับเป็นโรคๆ หนึ่งจึงไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง เพราะจะเท่ากับเป็นการปิดโอกาสในการเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรค และขับไล่แรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น
ความเศร้าจะทำให้คนเราแข็งแรงขึ้น สามารถรับมือกับความท้าทายของชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่ความสำเร็จในท้ายที่สุด ตัวอย่างของแนวคิดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล, อับราฮัม ลินคอล์น, เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน และบีโธเฟน ที่ล้วนแล้วแต่เคยจมอยู่กับอาการซึมเศร้ามาก่อน
ปัจจุบัน มีจิตแพทย์จำนวนมากขึ้นเริ่มตั้งคำถามว่า แพทย์และบริษัทเวชภัณฑ์กระตือรือร้นเกินไปหรือไม่ในการรักษาอาการซึมเศร้าด้วยยา ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงและเป็นอันตรายต่อวิวัฒนาการทางอารมณ์ของผู้ที่มีปัญหา
การศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าความเศร้าอาจสอดแทรกด้วยฟังก์ชันในการปกป้อง ตัวอย่างเช่น ลิงใหญ่ที่ไม่ได้หนีไปแอบเลียแผลใจหลังสูญเสียสถานะในฝูง อาจยังคงท้าทายจ่าฝูงต่อไป ซึ่งอาจทำให้ตัวมันเองบาดเจ็บหรือถึงตายได้
ศาสตราจารย์เจอโรม เว็กฟิลด์ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐฯ เชื่อว่าความเศร้าช่วยให้คนเราเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง ด้วยการหยุดฟังก์ชันการทำงานปกติ ทำให้คนเรามีเวลามาใส่ใจกับบางเรื่องอย่างจริงจังชั่วขณะ
รายงานในนิตยสารนิวไซเอนทิสต์ยังระบุว่า ความเศร้าอาจทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งทางจิต เพื่อไม่ให้เราทำผิดซ้ำซาก เช่น ความเสี่ยงที่จะต้องเศร้าทำให้เราไม่ใจง่ายในความสัมพันธ์
พอล คีดเวลล์ จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ เวลส์ สำทับว่าแม้แต่อาการซึมเศร้าขั้นรุนแรงยังช่วยปกป้องคนผู้นั้นจากความเครียดระยะยาว กล่าวคือถ้าไม่ให้เวลาในการใคร่ครวญกับสภาพที่เป็นอยู่ คนๆ นั้นอาจติดอยู่ในภาวะเครียดเรื้อรังจนกว่าจะท้อแท้หมดแรงไปเองหรือตายไป

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 18 มกราคม 2552 17:58 น.

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

อิ่มนะ..แต่ไม่อ้วน

อิ่มไม่อ้วน สวนกระแสเทศกาล

เพิ่งจะเลี้ยงฉลองปีใหม่ ผ่านไป เผลอแป๊บเดียว อ้าว! ตรุษจีนมาเยือนอีกแล้ว ทั้งสองเทศกาลต่างก็นำพาความสุขมาสู่หมู่ชน โดยเฉพาะคนชอบชิม ชอบกินอาหารอร่อยเลิศรสต่างก็อดใจไม่ไหว แม้ในใจอาจจะกังวลอยู่นิดๆ ว่ากินมากไปแล้วจะอ้วนแต่ไม่ต้องห่วง เรามีเคล็ดลับอิ่มไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลงานเลี้ยงต่างๆ มาฝากกัน

ข้อแรก กินโปรตีนเยอะได้ แต่ไขมันต้องน้อย เพราะโปรตีนจะทำให้รู้สึกอิ่มนาน อย่างเนื้อไก่ก็ต้องเอาหนังออก ส่วนอาหารพวกแป้งและไขมันให้กินได้แต่ต้องน้อยถึงน้อยที่สุด

ข้อสอง กินผักผลไม้ให้ หลากหลาย อันนี้ไม่ได้บอกให้กินแต่ผัก แต่มีคำแนะนำว่าให้กินผักและผลไม้หลายชนิดคละกันไปพร้อมอาหาร

เคล็ดลับข้อถัดมา ตักอาหารทีละน้อย อย่าตักจนล้นจานแล้วเสียดายทีหลัง

ข้อสี่ เริ่มต้นกินอาหารน้ำๆ ก่อน เพื่อให้กระเพาะรับอาหารหนักๆ ได้น้อยลง จะทำให้รู้สึกอิ่มและได้อรรถรสในการกินไปพร้อมกันโดยไม่ต้องกินมาก

ข้อห้า ควรพักยกระหว่างรับประทาน อย่าได้ใช้เวลากินติดกันนานรวดเดียว แต่เมื่อรู้สึกอิ่มแล้วให้รีบลุกจากโต๊ะแล้วชวนกันไปคุยที่อื่น ถ้าหิวแล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่ได้อีก

ข้อหก ถ้าเป็นงานเลี้ยงแบบที่เอาอาหารไปด้วย ควรนำอาหารไขมันต่ำติดตัวไป

ข้อเจ็ด ให้เพลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง แม้การเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในงานเลี้ยงจะเป็นเรื่องยาก แต่ให้ท่องไว้ว่าไวน์หรือเบียร์หนึ่งแก้วใหญ่ ให้พลังงาน 200 แคลอรี ดังนั้นยิ่งดื่มมากยิ่งเพิ่มแคลอรีใส่ตัวมากขึ้น

ข้อแปด กินแล้วต้องออกกำลังกาย เรื่องนี้สำคัญมากขาดไม่ได้ โดยอาจหารูปแบบการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ในบ้าน เช่น หยอกล้อเล่นกับเด็ก หรือวิ่งไล่จับกันในบ้านก็เป็นการออกกำลังกายที่มีงานวิจัยรับรองว่าได้ผลดีเช่นกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเคล็ดลับที่นำมาจากจดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ฉบับสร้างสุข เดือนมกราคม 2552 ของ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยหวังว่าจะทำให้อิ่มและไม่อ้วนสวนกระแสเทศกาลกันได้อย่างสบายใจ

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ [24 ม.ค. 52 - 00:52]

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

โกหกยากกว่าพูดจริง..รู้มั้ย

รู้มั้ย โกหกยากกว่าพูดจริง

พูดโกหกยากกว่าพูดจริง เครื่องจับเท็จใหม่เผยพูดปดต้องใช้เวลาคิด

เครื่องจับเท็จแบบใหม่ พัฒนาโดยนักจิตวิทยามหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน ของอังกฤษ ทำให้ ทราบว่า การพูดปดนั้นยากกว่าการพูดจริง ต้องใช้เวลานานกว่ากันเฉลี่ยแล้วร้อยละ 30

เครื่องจับเท็จพัฒนาขึ้นโดยอาจารย์ไอเดน เกรกก์ นักจิตวิทยา ช่วยทำให้เกิดความหวังว่า มันคงจะใช้ได้ผลดีกว่ารุ่นที่ใช้กันอยู่ ซึ่งปรากฏว่าเคยหลงเอาคนบริสุทธิ์เข้าปิ้งไปด้วย หลายรายแล้ว “ผมพัฒนาเครื่องนี้ขึ้น เพราะเชื่อว่าอาชญากร เดี๋ยวนี้ ต่างมีหนทางที่จะปิดซ่อนความคิดของตนไว้มากขึ้น”

อาจารย์ไอเดนเปิดเผยว่า ได้เรียนรู้จากการ ทดลองเครื่องใหม่ว่า การพูดโกหกยากกว่าพูดจริง ผู้ที่เข้าทดสอบที่พูดไม่จริง ถึงร้อยละ 85 ต่างต้องใช้เวลาคิดนานกว่าการพูดความจริง

เครื่องจับเท็จแบบใหม่ จะให้ผู้เข้าทดสอบ ตอบคำถาม ซึ่งจะปรากฏขึ้นที่หน้าจอจำนวนหลาย ชุด โดยเร็วที่สุด ด้วยการกดแป้นพิมพ์ เครื่องจะบันทึกเวลาที่ใช้ในการตอบ และใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์วิเคราะห์คำตอบอีกทีหนึ่ง

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ [28 ม.ค. 52 - 00:33]

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

สีอะไร ช่วยความจำ สีอะไร กระตุ้นต่อมสร้างสรรค์??

ทายซิว่า

สีอะไรช่วยความจำ

สีอะไรช่วยกระตุ้นต่อมจินตนาการ

สีขาว? สีม่วง? สีฟ้า? สีเขียว? สีเหลือง? สีส้ม? สีแดง? สีเทา? สีดำ? สีชมพู? สีน้ำตาล? สีน้ำเงิน? ???

ลองนึกๆดูว่าเวลาเราอยู่ในสภาพแวดล้อมสีไหนแล้วเราจะรู้สึกแบบไหน

ลองใช้ความคิดทายกันก่อนนะคะ แล้วค่อยเลื่อนไปอ่าน

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สีฟ้ากระตุ้นจินตนาการ-กล้าเสี่ยง สีแดงดึงดูดสนใจทุกรายละเอียด

การใช้เฟอร์นิเจอร์สีฟ้าช่วยโน้มนำความคิดสร้างสรรค์และความกล้าเสี่ยง

เอเจนซีส์ – การได้อยู่ท่ามกลางสีฟ้าช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้คนเรากล้าเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่สีแดงดึงดูดความสนใจให้มุ่งมั่นในรายละเอียด
นานมาแล้วที่สีฟ้าถูกนำไปเชื่อมโยงกับความรู้สึกสงบเยือกเย็น แต่งานวิจัยล่าสุดจากแคนาดาระบุถึงคุณประโยชน์ใหม่ที่เฟอร์นิเจอร์หรือผนังสีนี้นำมาให้ หลังพบว่าอาสาสมัครที่ทำการทดสอบหลายอย่างมีความคิดสร้างสรรค์และกล้าเสี่ยงมากขึ้น

ในทางกลับกัน สีแดงทำให้อาสาสมัครมีสมาธิและสนใจในรายละเอียดมากขึ้น บ่งชี้ว่าสีนี้อาจช่วยในการซึมซับข้อมูลที่ซับซ้อนหรือการอ่านหนังสือเตรียมสอบ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย แคนาดากล่าวว่าการค้นพบนี้อาจมีนัยต่อทุกอย่างตั้งแต่สีของคำเตือนบนฉลากยา การออกแบบสำนักงาน ห้องเรียนและป้ายจราจร
ผลศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารไซนส์ พิจารณาจากผลลัพธ์จากสีแดงและสีฟ้าที่มีต่ออาสาสมัครที่ทำแบบทดสอบที่ต้องใช้ความคิด 6 ชุด เช่น การสร้างวลีใหม่จากพยัญชนะที่จัดให้ การจดจำคำต่างๆ และการออกแบบของเล่นสำหรับเด็ก
หลังการทดสอบ นักวิจัยพบว่าสีแดงที่มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับอันตราย คำเตือนและข้อผิดพลาด ทำให้อาสาสมัครตื่นตัวและระวังความเสี่ยงมากขึ้น
ในทางตรงข้าม สีฟ้าที่เชื่อมโยงกับความกว้างไกลและความรู้สึกสงบสุข ทำให้อาสาสมัครกล้าเสี่ยงมากขึ้น
การทดสอบหลายชุดทำในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่อาสาสมัคร 161 คนแก้โจทย์ต่างๆ บนแบ็คกราวด์หน้าจอสีฟ้า แดง และสีขาวสำหรับกลุ่มควบคุม

ในการทดสอบหนึ่ง อาสาสมัคร 42 คนได้รับกระดาษที่มีภาพวาดชิ้นส่วนต่างๆ 20 ชิ้น และได้รับโจทย์ให้เลือกชิ้นส่วน 5 ชิ้นมาออกแบบของเล่นเด็ก

“การออกแบบของเล่นในสภาพแวดล้อมสีแดง ได้ของเล่นที่สามารถนำไปเล่นได้จริงและมีความเหมาะสมมากกว่าของเล่นที่ออกแบบในสภาพแวดล้อมสีฟ้า แต่มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และแปลกใหม่น้อยกว่าของเล่นที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมสีฟ้า” ดร.จูเลียต จู ผู้สอนวิชาการตลาดของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย และผู้นำการวิจัยอธิบาย
นักวิจัยเชื่อว่า ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสีไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นเพราะคนเราเรียนรู้จากชีวิตประจำวันในการเชื่อมโยงสีบางสีกับสถานะอารมณ์ต่างๆ และผลลัพธ์นี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม

“ผลวิจัยบ่งชี้ว่า สีต่างๆ อาจมีประโยชน์ต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน หากเป็นงานที่ต้องการความสนใจและสมาธิ ตัวอย่างเช่นการจดจำข้อมูลสำคัญหรือการทำความเข้าใจผลข้างเคียงของยาใหม่ สีแดงอาจเหมาะสมที่สุด เนื่องจากเรามักเชื่อมโยงสีแดงกับป้ายจราจร รถพยาบาล และอันตราย จึงมีปฏิกิริยาต่อสีแดงในรูปของกลไกการหลีกเลี่ยงและระมัดระวัง

“อย่างไรก็ตาม หากงานต้องการความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ เช่น การออกแบบร้านขายงานศิลป์ หรือการประชุมระดมสมองสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ สีฟ้าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะสีนี้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับทะเล ท้องฟ้า อิสระเสรี ความสงบสุข ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ชักชวนการสำรวจพฤติกรรมและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์” รายงานการวิจัยระบุ
ผู้ออกแบบตกแต่งภายในมักใช้สีกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลมักทาสีที่ให้ความรู้สึกเยือกเย็นสงบ เช่น สีฟ้าและสีเขียว ขณะที่ร้านฟาสต์ฟูดใช้สีแดงเพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2552 18:09 น.

บาดลึก...ในความเหงา

ความเหงาบาดลึกไม่เพียงต่อจิตใจแต่ยังรวมถึงสุขภาพด้วย ชี้ความเหงาทำร้ายคนได้เท่าบุหรี่ เสี่ยงโรคหัวใจ-ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
เดลิเมล์ – ผู้เชี่ยวชาญเตือนความเหงาทำร้ายคนเราได้พอๆ กับการสูบบุหรี่หรือโรคอ้วน ทำให้ความดันโลหิตพุ่ง ระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอลง นอนหลับยาก และอาจเป็นโรคจิตเสื่อมเร็วขึ้น
คำเตือนเหล่านี้นำเสนออยู่ในที่ประชุมอเมริกัน แอสโซซิเอชัน ฟอร์ ดิ แอดวานซ์เมนท์ ออฟ ไซนส์เมื่อวันจันทร์ (16) โดยจอห์น คาซิออปโป ซึ่งค้นพบว่าความเปล่าเปลี่ยวทำให้สมองผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากขึ้น และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นถึงระดับที่อาจทำให้เกิดหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อเปรียบเทียบสุขภาพของคนที่ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกกับคนที่ชอบสังสรรค์ นักวิจัยพบความแตกต่างมากพอๆ กับความแตกต่างระหว่างคนสูบบุหรี่กับไม่สูบ คนที่เป็นโรคอ้วนกับคนที่น้ำหนักปกติ และคนที่ออกกำลังกายกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

ในการศึกษาพบว่า คนที่เหงาที่สุดมีระดับความดันโลหิตสูงกว่าคนที่มีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นมากที่สุดถึง 30 จุด หรือเท่ากับมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้มากกว่าคนที่มีระดับความดันโลหิตปกติถึงสามเท่า
ฮอร์โมนคอร์ติซอลในระดับสูงยังไปกดทับระบบภูมิคุ้มกันโรค ทำให้คนๆ นั้นอ่อนแอต่อโรคต่างๆ
คนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวยังนอนหลับไม่สนิท ทำให้ระหว่างวันรู้สึกเฉื่อยชา และมีแนวโน้มต้องพึ่งยานอนหลับ

ความเหงายังมีผลต่อสุขภาพอีกมากมาย รวมถึงการเร่งกระบวนการของโรคจิตเสื่อม ซึ่งแม้ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่าสมองอาจไม่มีการผ่อนคลายแบบที่คนที่เข้าสังคมเป็นประจำเป็น

ศาสตราจารย์คาซิออปโปจากมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐฯ กล่าวว่าปรากฏการณ์นี้พบได้อย่างกว้างขวางในสังคมปัจจุบันที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ที่ผู้คนสื่อสารกันทางอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้าค่าตากัน
“เราต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น บางทีอาจเป็นเพราะเราอายุมากขึ้น แต่งงานช้าลง มีลูกและเพื่อนสนิทน้อยลง”
คาซิออปโปแนะนำให้คนที่อยู่ตามลำพังหาเพื่อนจากการทำงานการกุศล และว่าการมีเพื่อนสนิทไม่กี่คนดีกว่าการมีคนรู้จักก๊วนใหญ่
“คนเหงาอาจรู้สึกหิวโหย สิ่งสำคัญก็คือ ต้องตระหนักว่าวิธีแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงการหาอะไรใส่ท้อง แต่เป็นการทำอาหารและร่วมดื่มกินกับคนอื่น”
คาซิออปโปยังเชื่อว่า พฤติกรรมนี้ฝังรากอยู่ในกระบวนการวิวัฒนาการ กล่าวคือความเจ็บปวดจากความเปลี่ยวเหงาเตือนให้คนที่อยู่โดดเดี่ยวนึกถึงการเข้าร่วมสังคมเพื่อได้รับความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กุมภาพันธ์ 2552 16:25 น.

 

Desenvolvido por EMPORIUM DIGITAL