วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

สัญญาณบอกอาการมีกิ๊ก

ใช่มะ ว่า "การนอกใจ" เป็นปัญหาสุดฮอตฮิตของคู่เลิฟ ที่ลองเอาไปถาม "คนมีแฟน" เมื่อไหร่ละก็ ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยากให้แฟนตัวเองนอกใจไปมีกิ๊กมีก๊อกทั้งนั้นแหละว้า เพราะขืนรู้ขึ้นมาสิว่า แฟนปันใจไปให้คนอื่นคนไกล (หรือที่จริงใกล้ตัวเค้า) ละก็

นอกจากอีกฝ่ายจะเจ็บกระดองใจจนสุดเฮิร์ตและขาดความมั่นใจชนิดเกือบกู่ไม่กลับแล้ว ดีไม่ดีไอ้เรานี่แหละกลับต้องมานั่งใคร่ครวญเหมือนคนฟุ้งซ่าน ว่าตัวเองไม่ดีตรงไหนฟะ เค้าถึงใจจืดใจดำไปมีคนอื่นได้ลงคอ แถมยังอยากตีตัวออกห่างแฟน (ตัวจริง) เพื่อไปอี๋อ๋อออเซาะกะคนอื่นเป็นงั้นไป

โอ๊ย...คนเจ้าชู้หลายใจก็มักทำให้คู่รักเฮิร์ต (เจ็บปวด) แบบนี้แหละ แทนที่เค้าอยากจะสำเริงสำราญกับแฟนก็ไม่หรอก อยากไปลิงโลดกับกิ๊กคนที่เท่าไหร่ก็ม่ายรุของมันมากฝ่า

คำถามคือ หากใครมีแฟนแล้ว แล้วคุณกล้าบอกแฟนตามตรงรึเปล่าว่านอกใจไปมีคนอื่นน่ะ? เอ้า ลองไปถามตัวแทนของฝ่ายหญิงก่อนละกัน น้องตุ้ม วัย 20 เศษ ยืนยันว่ายังไม่เคยนอกใจแฟนนะ แต่ถ้าหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับตัวละก็ "เรื่องไรจะบอกเค้าล่ะเพ่ แต่น้องว่านะ ถ้าตัวเองจะนอกใจเค้าละก็ แสดงว่าเค้าต้องทำกะหนูก่อนแหง"....โอ๋ โอ๋ อย่าเพิ่งใจแป้วตูมตามไปก่อนสิจ๊ะ

ส่วนน้องบุ๋ม วัย 31 ปี พูดไว้น่าคิดแฮะว่า เรื่องเจ้าชู้หรือนอกใจน่ะเหรอ ส่วนใหญ่ฝ่ายหญิงไม่ค่อยเป็นกันหรอก "จะทำงั้นทำไมล่ะ ถ้าแฟนเค้าเอาใจใส่เราดีอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัว เชื่อดิ่" เออ...น่านน่ะสิ ถ้าแฟนรักเราจริงและยังดีกะเราอยู่ แล้วจะนอกใจไปหาอะไรเนอะ


งั้นให้ฝ่ายชายพูดมั่ง คุณเอ ท่าทางเป็นหนุ่มทันสมัย วัย 26 ยอมรับว่า การนอกใจแฟนน่ะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างนึง ที่ใครๆก็สามารถเผลอใจได้ "แต่ถ้าหากจะให้บอกแฟนตามตรงว่า ผมนอกใจเธอ คงไม่ทำงั้นหรอก ของแบบนี้ใครจะบอกกันตรงฮ่ะ ยกเว้นพวกอยากเลิกกันให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยนั่นแหละ ถึงกล้าล่ะ" น่านน่ะสิ ขืนกล้าพูดก็แสดงว่ากล้าเลิกกันแหงๆ

ด้านคุณอาร์ม วัย 30 เศษ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าผู้ชายนอกใจ ส่วนใหญ่แฟนสาวจะมีเซนส์ (ความรู้สึก) รับรู้ได้เองแหละว่าเค้ากำลังมีคนอื่น "ไม่ต้องให้บอกร้อก รับรองหล่อนรู้แน่ เพียงแต่จะ พูดว่า เธอรู้รึเปล่าเท่านั้น" แหม...เรื่องคอขาดบาดตายหยั่งงี้ถ้าเซนส์และลางสังหรณ์ไม่ดีก็แย่อ่ะดี้

ดังนั้น สัปดาห์นี้จึงอยากตั้งข้อสังเกตเท่านั้นแหละว่า มีสัญญาณอะไรบ้างน้อที่บอกได้ว่าแฟนคุณกำลังมีกิ๊ก เช่น...

1. เบื่อหน่ายและไม่อยากคุยกับแฟนตัวจริง เป็นสัญญาณ อ.ต.ร.อันตรายอย่างนึงนะถ้าเค้ายังแสดงอากัปอาการว่าสนใจแฟนมากๆละก็ เค้าต้องอยากคุย, อยากใกล้ชิด และอยากหนุงหนิงกะแฟนซี ไม่ใช่เห็นหน้าแฟนแล้วเซ็ง หนำซ้ำยังทำหน้าทำตาคล้ายไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากพูดจาฉอเลาะต่อกระซิกด้วยเหมือนเก่า แล้วหันไปคุยกับเพื่อนอย่างเมามันแทน แถมถ้าทุกเย็น เค้าก็เอาแหละ อ้างว่ามีนัดสังสรรค์กะเพื่อนจึงไม่ค่อยกลับไปทานข้าวที่บ้าน เอ๊ะ...อย่างนี้ก็น่าสงสัยใช่มะ ว่าที่แท้แอบไปดู๋ดี๋จู๋จี๋กะกิ๊กซะละมั้ง

2. นัดกะแฟนแล้วชอบผิดนัดประจำก็คนเค้าไม่อยากสนใจไยดีกันแล้วนี่ แล้วจะให้เค้าจำเรื่องนัดเนิดกะแฟนไปทำมั้ย ฟังแล้วไม่เห็นซู่ซ่าเหมือนนัดกะกิ๊กเลย โห...เวลานัดกะแฟนตัวจริงน่ะทำเป็นอัลไซเมอร์ แต่พอนัดกะกิ๊กแล้ว โอ๊ย...โคตรกระตือรือร้นไปตามนัดเลย แถมยังไปตรงต่อเวลาซะด้วยดิ่ อย่างว่า แฟนมันเก่าเหลาเหย่ แต่กิ๊กยังเอ๊าะแถมหน้าใสไร้ริ้วรอยมาตอแย งี้ยังให้ฟันธงอีกเรอะ ว่าเค้าอยากเจอใครมากกว่ากัน...เชอะ เมื่อไหร่โดนกิ๊กทิ้งแล้วจะรู้สึ้ก!

3. อยู่กะแฟนก็เหมือนต่างคนต่างอยู่ แล้วอ้างว่างานยุ่งหรืองานเยอะ จึงทำท่าสะดิ้งตีตัวออกห่าง สุดท้ายก็ห่างเหินกัน เค้าไปทาง แฟนก็ไปอีกทาง แต่ทางที่เค้าไปน่ะมีกิ๊กรอออเซาะเค้าอยู่น่ะซี อย่างว่า ในเมื่อเขามีคนอื่นซุกไว้ ใจก็ลอยไปหาทางโน้นแหละ จะให้มาคลุกอยู่กะแฟนได้ไง ในเมื่อใจยังไม่อยากอยู่เล้ย

4. เค้าไม่ยอมรับโทรศัพท์ใกล้ๆแฟนตัวจริงเด็ดขาดเพราะเกรงว่าแฟนจะได้ยินคำสนทนาที่หยอดคำหวาน และหยอดคำอ้อนระหว่างเค้ากับกิ๊กน่ะสิ ตรงข้ามถ้าเผื่อเป็นโทรศัพท์ของที่ทำงานโทร.มาสอบ ถามอะไรเค้าสักอย่างดิ่ นั่นแหละถึงเป็นข้อยกเว้นที่เค้าจะคว้าโทรศัพท์แล้วเดินมาคุยโขมงโฉงเฉงข้างๆแฟนเลยเชียวล่ะ...อ่ะ ทำไมต้องเป็นงี้เรอะ ก็เค้าอยากโชว์แฟนให้รู้ไงว่า เป็นคนมุ่งแต่งาน แหม...พองานเข้าล่ะอยากโชว์ แต่หากกิ๊กโทร.มาเมื่อไหร่ ถ้าอยู่กะแฟนก็จะทำเป็นไม่รับซะงั้น

5. โกหกได้สารพัดเพื่อหลบเลี่ยงไปหากิ๊กบางทีอาการขี้จุ๊ ตอนแรกก็ไม่เนียนหรอก แต่พอทำบ่อยๆ บวกกับแฟนก็ดันใสซื่ออีกต่างหาก จึงคิดไม่ถึงนี่หว่า ว่าเค้าจะโกหกได้หน้าด้านๆ ด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้าหนีไปกกกิ๊กสบายแฮ ดังนั้น พอโกหกแฟนได้ครั้งนึง เชื่อดิ่ เดี๋ยวเค้าจะยิ่งติดใจมุสาวาจาอีกแหงๆ ถ้าตราบใดแฟนจับไม่ได้ไล่ไม่ทันซะอย่าง ทีนี้ล่ะ วันหยุดนักขัตฤกษ์ก็อย่าหวังว่าเค้าจะอยู่บ้านเป็นแฟมิลี่แมนนะยะ

6. พวกชอบนอกใจอาจหันมาใช้กลยุทธ์หันมาทำดีกะแฟนก็มีเพื่อให้แฟนตายใจไว้ก่อน ว่าใจเค้าไม่เคยลดเลี้ยวเคี้ยวคด จึงพยายามเอาอกเอาใจแฟนแบบขอไปที แต่ความจริงน่ะอยากไปซบกิ๊กมากกว่ากอดอีแก่ที่บ้านซะอีก เฮ่อ

นี่ละฮ้า....พวกไม่ซื่อสัตย์กะแฟนก็เป็นงี้แหละ

ที่มา เมอร์ลิน ไทยรัฐออนไลน์

เขาว่าคนนอนดึกฉลาดกว่าอ่ะ

ชี้คนนอนดึกตื่นสายไหวพริบดีกว่า ไขปริศนานกฮูกคิดเก่งหาเงินคล่อง คนนอนดึกตื่นสาย สมองจะทำงานอย่างกระปรี้กระเปร่ายาวนานกว่าคนตื่นเช้า คิดเร็ว-จำแม่น และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกนกฮูกรวยกว่าพวกนกน้อย
เดลิเมล์ – พูดกันมานานว่านกที่ตื่นแต่เช้าจะได้หนอนไปกินอิ่มท้อง แต่นกฮูกราตรีคือเจ้าแห่งสัตว์ปีกตัวจริง และผลวิจัยล่าสุดยังตอกย้ำว่าคนนอนดึกตื่นสายฉลาดและรวยกว่าพวกนอนหัวค่ำ-ตื่นแต่ย่ำรุ่ง
งานวิจัยนี้ช่วยปลอบใจได้เป็นอย่างดีสำหรับพวกที่ถูกตราหน้าว่านอนกินบ้านกินเมือง
ก่อนหน้านี้มีงานศึกษาหลายชิ้นที่พบว่า คนตื่นสายมีแนวโน้มฉลาดและรวยกว่าคนตื่นแต่เช้ามืด สำหรับงานศึกษาล่าสุด นักวิจัยได้นำคนสองกลุ่มมาเปรียบเทียบกันโดยการมอบหมายภารกิจที่ใช้วัดปฏิกิริยาการตอบสนองและระยะเวลาที่คนๆ นั้นยังคงตื่นตัวกับการทำงาน
ระหว่างการทดลอง อาสาสมัครจะเข้านอนและตื่นตามเวลาปกติ โดยพวกที่นอนหัวค่ำมีแนวโน้มตื่นก่อนพวกนกฮูกสี่ชั่วโมง
รายงานที่ตีพิมพ์ในวารสารไซนส์ระบุว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มทำภารกิจได้ดีพอๆ กันหลังจากตื่นนอนไม่นาน แต่หากผ่านไปสิบชั่วโมง พวกนอนดึกตื่นสายจะฉายแววโดดเด่นกว่า ทั้งทำภารกิจเร็วกว่าและมีปฏิกิริยาตื่นตัวดีกว่า
ดร.ฟิลิปเป้ เปโนซ์ จากมหาวิทยาลัยแลจในเบลเยียม ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัย แจงว่าแม้ตื่นนอนมานานพอๆ กัน แต่ดูเหมือนพวกนอนหัวค่ำจะรู้สึกง่วงงุนมากกว่า ซึ่งจากการสแกนสมองพบว่าบางส่วนในสมองที่เชื่อมโยงกับความสนใจทำงานเนือยลง
อนึ่ง การศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการนอนดึกเกิดจากดีเอ็นเอ โดยนาฬิกาชีวภาพในร่างกายคนเราที่ควบคุมโดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดว่าคนๆ นั้นจะเป็นนกน้อยที่ตื่นหากินแต่ย่ำรุ่งหรือเป็นนกฮูกตาโตยันดึก
นอกจากนี้ ยังมีงานศึกษาอีกหลายชิ้นที่หักล้างความคิดที่ว่า เข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าดีต่อสุขภาพร่างกาย สมองและฐานะ เนื่องจากพบว่าคนนอนดึกตื่นสายฉลาดกว่า สมองฉับไวคิดอะไรเร็วกว่า แถมยังมีความจำดีกว่า จึงหาเงินได้มากกว่า
เหล่านกฮูกคนดังมีอาทิ ชาร์ลส์ ดาร์วิน, อะดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และวินสตัน เชอร์ชิล ที่เข้านอนตอนตีสี่และตื่นสายโด่งเป็นประจำ และเนื่องจากรูปแบบการนอนนี้ จึงทำให้บ่อยครั้งเชอร์ชิลต้องบัญชาการวอร์รูมภายในห้องอาบน้ำ
เชื่อกันว่าปัจจัยที่แบ่งแยกกลุ่มนกน้อยกับนกฮูกคือวิวัฒนาการที่เริ่มต้นจากยุคหิน โดยพวกตื่นเช้าจะเป็นพวกที่ออกไปหาอาหารการกิน ส่วนพวกนอนดึกมีหน้าที่ระวังภัยยามราตรี และทั้งสองกลุ่มต่างหลับสนิทอย่างอุ่นใจเพราะรู้ว่าสิ่งสำคัญจำเป็นของตนเองได้รับการดูแลเอาใจใส่แล้ว
แต่เมื่อถึงยุคสมัยที่มนุษย์เราเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักเป็นอาหาร พวกตื่นเช้าจึงเป็นที่ต้องการในสังคมเพราะเริ่มต้นทำงานก่อนใคร ขณะที่พวกตื่นสายถูกประณามว่าเกียจคร้านสันหลังยาว


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤษภาคม 2552 19:09 น.

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

มาเพิ่มสมาธิอ่านหนังสือกันเถอะ

สมาธิสั้น’ โรคประจำตัวของใครหลาย ๆ คน ที่เมื่อกำเริบเมื่อไหร่ ต้องสร้างความหงุดหงิดใจให้เมื่อนั้น (และส่วนใหญ่มักมีอาการตอนหยิบจับหนังสือ!) แต่สังเกตหรือไม่บางครั้งกลับมีสมาธิมากกับบางเรื่อง นั่นเป็นเพราะใจเราจดจ่อในสิ่งตรงหน้าและจะดีแค่ไหนหากมีสมาธิแน่วแน่กับทุกเรื่อง 'เกร็ดน่ารู้ Edutainment Zone' มีวิธีเพิ่มสมาธิมาแนะนำ ลองทำกันดูจัดการสิ่งรบกวน หามุมสงบให้เวลากับตัวเองเพื่อสะสางงานต่าง ๆ หรือเมื่อต้องการอ่านหนังสือเตรียมสอบ เป็นการเลี่ยงสิ่งทำลายสมาธิชั่วครู่ เพราะความเงียบช่วยให้คิดได้เร็วและมีสมาธิสูง ระบายความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนอ่านหนังสือหรือทำงาน ควรหยุดนึกถึงสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง อาจจะระบายความกังวลให้พ่อแม่ เพื่อน หรืออาจเขียนไดอารี่ จะรู้สึกดีขึ้น สบายใจขึ้น ความฟุ้งซ่านจะลดลง ผ่อนคลายอย่างมีเทคนิค เมื่อนั่งอ่านหนังสือหรือทำงานสักพัก ควรผ่อนคลายโดยการลุกเดิน หาเครื่องดื่มอุ่น ๆ ทาน บริหารกล้ามเนื้อ หรือฟังเพลงสัก 5-10 นาที เพราะคนเราจะรวบรวบสมาธิได้ในเวลาจำกัด จากนั้นจะถึงจุดที่สมาธิลดลง จึงควรผ่อนคลายเพื่อไม่ให้สมองล้า กินเพิ่มสมาธิ ความตั้งใจอย่างเดียวคงไม่พอ การไม่ปล่อยให้ท้องว่างเป็นสิ่งสำคัญในการทำสมาธิ โดยเฉพาะมื้อเช้าควรทาน ร่างกายจะย่อยและค่อย ๆ ปล่อยพลังงานออกมา ทำให้ไม่หิวระหว่างมื้อ ช่วยลดความกังวล ให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า

หลักปฏิบัติง่าย ๆ ลองทำดู แล้วจะพบว่า สมาธิเกิดได้โดยไม่รู้ตัว!

ที่มา เดลินิวส์ ‘รัตติกาล’ rattikarnt@dailynews.co.th

ไขมันช่วยจำ

นักวิจัยพบกินอาหารอุดมไขมัน เปลี่ยนความจำสั้นเป็นจำติดใจ
อาหารไขมันสูงมีส่วนช่วยเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฝังลึกในสมอง

เอเจนซีส์ – การกินอาหารอุดมด้วยไขมันช่วยสร้างความทรงจำระยะยาว ดังนั้น การหลับฝันถึงของหวานแสนโอชะจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ผู้เชี่ยวชาญยังหวังว่าการค้นพบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาวิธีบำบัดผู้ป่วยอัลไซเมอร์
กลไกของปรากฏการณ์นี้คือการที่กรดโอเลอิกถูกแปลงเป็นสารโออีเอในลำไส้ ซึ่งกระตุ้นกระบวนการเปลี่ยนความจำระยะสั้นที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เป็นความจำระยะยาว ดังนั้น จึงมีแนวโน้มที่คนเราจะจำได้มากขึ้นเมื่อกินอาหารอุดมไขมันที่เอร็ดอร่อย เช่น ไอศกรีม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคการอยู่รอดของบรรพบุรุษยุคโบราณ
ดร.แดเนียล ไพโอเมลลี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่าการจำตำแหน่งแห่งที่ที่พบและรสชาติของอาหารจำพวกไขมันได้ อาจเป็นกลไกการอยู่รอดของบรรพบุรุษของมนุษย์ และมีเหตุผลสมควรที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีความสามารถนี้ อย่างไรก็ดี ในโลกยุคปัจจุบัน อาหารที่ให้แคลอรี่สูงอาจนำไปสู่โรคอ้วน
รีเบ็กกา วูด ประธานบริหารมูลนิธิเพื่อการวิจัยโรคอัลไซเมอร์ในอังกฤษ ขานรับว่างานวิจัยนี้ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับผลของโภชนาการที่มีต่อกิจกรรมในสมอง และอาจปูทางสู่วิธีการใหม่ในการบำบัดโรคอัลไซเมอร์
กระนั้น วูดเสริมว่า แม้งานวิจัยนี้บ่งชี้ว่าอาหารประเภทไขมันช่วยสร้างความจำระยะยาว แต่โภชนาการที่สมดุลยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อลดโอกาสในการเป็นโรคสมองเสื่อม
ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารโปรซีดดิงส์ ออฟ เดอะ เนชันแนล อะคาเดมี ออฟ ไซนส์ ระบุว่าความจำระยะสั้นจะถูกกระตุ้นให้กลายเป็นความจำระยะยาวจากสารเคมีที่ได้รับจากกรดโอเลอิกในอาหารไขมันและเกิดขึ้นในลำไส้เล็ก ที่เรียกว่า Oleoylethanolamide (โอเออี)
สารดังกล่าวจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้น โออีเอในปริมาณมากจึงช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยในการลดน้ำหนักและคลอเรสเตอรอล รวมถึงไขมันอันตรายไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
ดังนั้น การกินอาหารอุดมด้วยไขมันที่เอร็ดอร่อยจึงฝังอยู่ในความจำ ทำให้มนุษย์ยุคโบราณจำได้ว่าเคยกินอาหารแบบนี้ที่ไหนและเมื่อใด และเมื่ออาหารประเภทนี้ขาดแคลน ความจำนี้จะช่วยผลักดันมนุษย์ยุคแรกให้ออกค้นหาเพื่อขยายโอกาสในการอยู่รอด
การค้นพบนี้มาจากการศึกษาโดยจัดให้หนูกินโออีเอ และพบว่าหนูทดลองมีความจำดีขึ้นในการทดสอบสองส่วนๆ แรกเกี่ยวกับการวิ่งในเขาวงกต และส่วนที่สองคือการหลีกเลี่ยงประสบการณ์ไม่พึงใจ
ปัจจุบัน มีการใช้ยาที่เลียนแบบผลลัพธ์จากโออีเอเพื่อศึกษาความสามารถในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดในผู้ป่วย ซึ่งดร.ไพโอเมลลีเชื่อว่า สารชนิดเดียวกันนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีปัญหาความจำ

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 18:12 น.

ประโยชน์ของ ฝันกลางวัน

นักวิจัยชี้ปล่อยใจฝันกลางวัน ไขปัญหาได้เร็วกว่าเค้นสมอง
การฝันกลางวันอาจทำให้คนเราหาทางออกของปัญหาได้ดีกว่าการพยายามเค้นความคิด
เอเจนซี – การฝันกลางวันไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นฟุ้งซ่านเลื่อนเปื้อนเหมือนที่ส่วนใหญ่คิดกัน แท้จริงแล้วขณะที่ความคิดล่องลอย สมองกลับทำงานหนักขึ้นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหา
นักวิจัยสแกนสมองอาสาสมัครที่นอนอยู่ภายในเครื่อง MRI (อุปกรณ์สร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งพบว่า ‘เครือข่ายเริ่มต้น’ ในสมองจะทำงานหนักขึ้นระหว่างการฝันกลางวัน
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ระหว่างช่วงเวลาเดียวกันนั้น สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน หรือ ‘เครือข่ายขั้นสูง’ มีการทำงานอย่างหนักเช่นเดียวกัน
“คนมักคิดเองว่าคนที่ใจลอยฝันกลางวันมักเป็นพวกจิตว่าง แต่การศึกษาของเราได้ผลออกมาในทางตรงข้าม กล่าวคือระหว่างที่ดูเหมือนล่องลอยนั้น สมองยังคงทำงานและทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ” คาลินา คริสทอฟฟ์ นักวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาท ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดทำรายงานชิ้นนี้ และเป็นผู้อำนวยการห้องวิจัยของมหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบียในแคนาดา กล่าว
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารโปรซีดดิ้งส์ ออฟ เดอะ เนชันแนล อะคาเดมี ออฟ ไซนส์ เสนอแนะว่าการฝันกลางวันอาจเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าการขมักเขม้นเค้นความคิดเพื่อให้ได้คำตอบออกมาเดี๋ยวนั้น
“แม้มีวิธีคิดต่างไปจากคนที่สมองจดจ่อขณะทำภารกิจที่มุ่งเน้นเป้าหมาย แต่คนที่ปล่อยให้ตัวเองฝันกลางวันจะสามารถนำทรัพยากรในความคิดและในสมองออกมาใช้ได้มากกว่า” คริสทอฟฟ์ย้ำ
ปกติแล้วคนเราจะใช้เวลา 1 ใน 3 ที่ตื่นอยู่ฝันกลางวัน
“การฝันกลางวันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่กลับถูกวิทยาศาสตร์ละเลย”
การศึกษาของนักวิจัยแคนาดากลุ่มนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกที่ใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอมาศึกษากิจกรรมในสมองระหว่างสิ่งที่คริสทอฟฟ์เรียกว่า ‘การคิดตามสัญชาติญาณและประสบการณ์ส่วนตัว’

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

ความจริงเกี่ยวกับความรัก

มันก็เป็นความจริงอย่างที่ความจริงเป็น...
1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือ การรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลัง
2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ทานประทานมา
3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว
4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป
5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่ เปิดไว้รอเรา
6.เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไร กันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด
7.เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา
8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเรา
9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ
10. อย่าบอกลา ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจได้
11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน
12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต
13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้
14.มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขามาจากความฝัน เพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น
15. ฝัน ถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ
16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข
17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน
18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุขได้
19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่าเราเราเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่ปรากฎในพวกเขา
20. คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก
21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่าของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิตพวกเขา
22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา
23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่ถูกลืม คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดีถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ
24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ
- A man overtime falls in love with the woman he is attracted to, and a woman overtime becomes more attracted to the man she loves.
ผู้ชายมักจะตกหลุมรักคนที่เค้าหลงเสน่ห์ และผู้หญิงจะหลงเสน่ห์คนที่เธอตกหลุมรัก
- Friendship is love minus sex and plus reason. Love is friendship plus sex and minus reason.
มิตรภาพคือ ความรัก ลบด้วย เซ็กซ์ และบวกเอาเหตุผลเพิ่มเข้าไป ส่วนรักคือ มิตรภาพบวกด้วยเซ็กซ์ และลบเอาเหตุผลออก
- To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything!!
การได้รักเป็นเรื่องขี้ผง การถูกรักเป็น "บางอย่าง" ทีเดียว ส่วนการได้รักและการถูกรักเป็นทุกอย่าง (ว้าว)
- You may only be one person to the world but you may also be the world to one person.
คุณอาจจะเป็นแค่ "คน ๆ หนึ่ง" ในโลกใบนี้ แต่คุณอาจจะเป็น "โลกทั้งใบ" ของคนคนหนึ่งก็ได้
- Friendship often ends in love, but love in friendship- never.
มิตรภาพมักจะจบลงด้วยความรัก แต่ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ
- You know when you love someone when you want them to be happy even if their happiness means that you're not part of it.
(อันนี้ต้องขอบอกว่าโปรดมากค่ะ) คุณรู้ว่า คุณรักเค้าก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้เค้ามีความสุข แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายความถึงการที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน
- Love looks not with the eyes, but with the mind.
ความรักนั้น เห็นไม่ได้ด้วยตา แต่ด้วยใจ
- Love is like standing in the wet cement. The longer you stay, the harder it is to leave. And you can never go without leaving your shoes behind.
ความรักก็เหมือนซีเมนต์เปียก ๆ ยิ่งคุณอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งติดหนึบ จากไปไม่ได้เท่านั้น และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลย โดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง
- Don't marry a person you can live with, marry somebody you can't live without.
จงอย่าแต่งงานกับคนที่คุณ "อยู่ด้วยได้" จงแต่งงานกับคนที่คุณ "ขาดไม่ได้"
- Don't rely on the past to create the future, rely on the future to erase the past.
อย่าวางใจใช้อดีตเป็นตัวสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตทิ้งไป
- Love will die if held too tightly; love will fly if held too lightly.
รักจะเฉาตายถ้ายึดไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้ายึดไว้หย่อนเกินไป
- If you love someone tell them, don't wait or else you will lose the chance.
ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ
- It only takes a second to say "I love you", but it will take a lifetime to show you how much.
ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า "ชั้นรักเธอ" แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร
- Love, is like water, we take it for granted. Thus, when it is gone, it becomes crucial.
ความรักก็เหมือนน้ำ เรามักจะเห็นมันเป็นของตาย ต่อเมื่อ มันหมดไปแล้ว นั่นละ ... มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น
- True love is like ghosts, which everyone talks about but few have seen.
รักแท้ก็เหมือนกับปีศาจ ทุกคนพูดถึง แต่มีคนน้อยมากที่ได้เห็นว่าเป็นอย่างไร
- The essential sadness is to go through life without loving. But it would be almost equally sad to leave this world without ever telling those you loved that you love them.
ความเศร้าที่สำคัญคือการชีวิตโดยปราศจากความรัก แต่มันคงจะเศร้าเกือบจะพอ ๆ กันที่จะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้บอกคนที่คุณรักว่า คุณรักพวกเค้า"
- A man falls in love through his eyes, a woman through her ears.
ผู้ชายตกหลุมรักทางตา แต่ผู้หญิงน่ะ ตกหลุมรักทางหู
- The way to love anything is to realize that it might be lost.
หนทางที่จะรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ การตระหนักสิ่งนั้น ๆ อาจจะสูญหายได้
- The perfect marriage begins when each partner believes they got better than they deserve.
การแต่งงานที่สมบูรณ์แบบเริ่มขึ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่า พวกเค้าได้รับสิ่งที่ดีเกินกว่าที่ตัวเองสมควรได้รับ
- When a young man complains that a young woman has no heart, it is pretty sure that she has his.
เวลาที่หนุ่มน้อยโอดควรญว่า สาวน้อยนางนั้นไม่มีหัวใจ ค่อนข้างแน่ใจได้เลยว่า สาวน้อยนั้นน่ะ ... มีหัวใจของหนุ่มคนนั้นอยู่ในกำมือ
- Kindness in words creates confidence, kindness in thinking creates profoundness, kindness in giving creates love.
วาจาที่กรุณาจะสร้างความเชื่อมั่น จิตใจที่กรุณาจะสร้างความลึกซึ้งของจิตใจ และการให้ที่กรุณาจะก่อให้เกิดรัก
- To love is to risk not being loved in return. To hope is to risk pain. To try is to risk failure, but risk must be taken, because the greatest hazard in life is to risk nothing.
การที่ได้รักคือการเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับความรักเป็นการตอบแทน การตั้งความหวังคือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด การพยายามคือการเสี่ยงกับความล้มเหลว แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิตก็คือ การไม่เสี่ยงอะไรเลย
- When loving someone...never regret what you do...only regret what you didn't do.
เวลารักใคร ... อย่าเสียใจในสิ่งที่คุณได้กระทำ จงเสียใจในสิ่งที่คุณไม่ได้กระทำ
- Gravity cannot be held responsible for people falling in love.
เวลาคนตกหลุมรักน่ะ ... โทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้ จริงมั้ยล่ะ (ต้องโทษคนขุดหลุม)
There is a story of a woman Who always kept her feelings towards her friend Until the day he got married, she decided to tell him the truth And he felt that it's a good joke for his wedding
มีเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอรักเพื่อนของเธอแต่ได้เพียงเก็บความรู้สึกเอาไว้ จนกระทั่งวันที่เขาแต่งงาน เธอก็ตัดสินใจบอกความจริงกับเขา ...แต่เขากลับคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกสำหรับวันแต่งงานของเขา...
There is a story of a man Who has never told his wife how much he loves her Until the day she passed away Until now, he keeps sending flowers to her grave everyday With thousand kisses on the card saying "I love you" Would she be able to know?
และยังมีเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่เคยบอกภรรยาว่าเขารักเธอมากแค่ไหน จนกระทั่งเธอตายจากไป ถึงบัดนี้ เขายังคงวางดอกไม้ไว้ที่หลุมศพของเธอทุกวัน พร้อมกับรอยจูบนับพันบนการ์ดที่เขียนว่า "ผมรักคุณ" ...เธอจะมีโอกาสได้รับรู้ไหม...
Yet, there is a story of a girl Who always needed a warm hug from her daddy But she was too shy to ask for Until the day he can never hug her any more...
และยังมีเรื่องเล่าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งต้องการอ้อมกอดอันอบอุ่นจากพ่อของเธอเสมอ แต่เธอเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยปากออกไป ...จนกระทั่งวันที่พ่อไม่สามารถกอดเธอได้อีกต่อไป...
A lot of stories happen everyday You could know what had happened yesterday How can you be sure what will happen tomorrow? Think of something you never say Are you waiting until the day? to say " I LOVE YOU "
ทุกๆวันเกิดเรื่องต่างๆขึ้นมากมาย คุณอาจจะรู้ว่า เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้น แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้ ลองคิดถึงบางสิ่งที่คุณไม่เคยพูด จะต้องรอให้ถึงวันไหน ที่จะบอกคำว่า "รัก

วิธีอัพเกรดตัวเองให้ไฮโซ (ขำขำ)

การจะทำตัวเองให้ดูไฮโซ หรือทำให้คนอื่นคิดว่าเราไฮโซนั้น
ไม่ใช่ของยาก  หากท่านปฏิบัติตามวิธีดังต่อไปนี้
1. ดื่มไวน์ขวดละ 20,000 บาท แทนน้ำเปล่า
2. ทำบุญทำกุศลทุกงาน ที่มีการถ่ายทอดสดออกรายการโทรทัศน์
3. เขียนป้ายติดไว้ที่หน้าประตูบ้านว่า "รับตัดริบบิ้นทุกงานทั่วราชอาณาจักร"
4. เช่าเวลาช่วงละครหลังข่าวของช่อง 3 , 5 , 7 , 9 , 11 และไทยพีบีเอส
    เพื่อโปรโมทตัวเองทุกวัน หรืออย่างน้อยวันเว้นวัน
5. ถ้ามีลูก พยายามทุกวิถีทางให้ลูกเป็นดารา นามสกุลเราจะได้ถูกกล่าวถึงบ่อยๆ
6. ถ้ามีลูกผู้ชาย หมั่นหัดวิชาหมัดมวย ยิงปืน เทควันโด หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องไว้
    เพื่อก่อเรื่องตามเทค ผับ และสถานเริงรมย์ต่างๆ
7. เรียกตัวเองว่า "เดี๊ยน" ทุกคำ
8. จ้างนิตยสารมาสัมภาษณ์อย่างน้อยเดือนละครั้ง แต่ละครั้งพยายามพูดเน้นว่า
"เดี๊ยนไม่เคยคิดว่าเดี๊ยนไฮโซ อย่างที่คนอื่นเค้าคิดเลยค๊า...."
9. ถ้าเห็นนักข่าวหนังสือพิมพ์เดินเตร็ดเตร่อยู่ที่ไหน
    พยายามไปนั่งทานข้าวแกงข้างถนนแถวนั้น เค้าจะได้เขียนแซวว่า
    ท่านของเราช่างเป็นคนติดดินซะเหลือเกิน
10. ย้อมผมให้เป็นสีม่วง และซ้อมพูดคำว่า "เดี๊ยนรับรอง" ให้คล่อง ไม่ตะกุกตะกักติดขัด
ทำให้ได้ทั้งสิบข้อ แล้วเค้าก็จะยอมรับคุณเองแหละว่าคุณน่ะ "ไฮโซ้ ไฮโซ"
อ้อ ถ้านามสกุลลงท้ายด้วย ณ ด้วยจะดีมาก
ถ้าไม่มีก็พยายามทำให้มี อย่างเช่น ณ หน้าทอง ,
ณ โมพุทธายะ , ณ จังงัง หรือ ณ จะบอกให้  สุดแล้วแต่จะ ณ ได้

 

Desenvolvido por EMPORIUM DIGITAL